วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ตอนที่ 470

.......................................................................................................................................................................................
ท่าทางของถังซิ่วเองก็เปลี่ยนไปอย่างบ้าคลั่ง เขาได้กระชากคอเสื้อของบั่นจุยมาพร้อมกับคำรามออกมาว่า
“แกมั่นใจนะว่าระเบิดได้ถูกวางเอาไว้ที่สนามบิน ? ไม่ได้โกหกฉันใช่ไหม ? ”
บั่นจุยเองก็ได้มองไปที่ซิงหลี่ที่อยู่ข้างๆก่อนที่จะพูดออกมาว่า
“แม้ว่าผมจะกล้าโกหกคนทั้งโลกแต่ก็ไม่กล้าโกหกเขาหรอก”
ถังซิ่วเองก็ได้กำหมัดแน่นก่อนที่จะพูดออกมาว่า
“บอกตำแหน่งระเบิดมาให้ฉันทั้งหมด ”
บั่นจุยได้ส่ายศีรษะพร้อมกับพูดออกมาว่า
“มันเป็นระเบิดที่เหลาหลางเป็นคนเอาไปวางซึ่งผมมีหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับเรื่องของคอนเสิร์ตเท่านั้น ดังนั้นผมเลยไม่รู้ว่ามันถูกวางเอาไว้ที่ไหนบ้าง”
ถังซิ่วเองก็ได้ถามออกมาว่า
“ขับจากนี่ไปที่สนามบินต้องใช้เวลาเท่าไหร่กัน ? ”
บั่นจุยเองก็ได้พูดออกมาว่า
“อย่างมากก็ประมาณหนึ่งชั่วโมงครับ”
ถังซิ่วได้หยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาหลุยชางซี่โดยทันที
“ถังซิ่ว เธออยู่ไหน ? ”
หลังจากที่สายถูกเชื่อมต่อก็ได้ยินเสียงของหลุยชางซี่ทันที
ถังซิ่วได้พูดออกมาว่า
“หัวหน้าหลุย อย่าเพิ่งสนใจเรื่องของผมก่อนเลย เมื่อกี้ผมเพิ่งได้รับข่าวสำคัญว่ามันไม่ได้มีเป้าหมายแค่งานคอนเสิร์จของซางซินหยาเท่านั้นแต่รวมไปถึงสนามบินเซี่ยงไฮ้ด้วย ระยะเวลาก่อนจะระเบิดยังเหลืออยู่อีกแค่20นาทีเท่านั้น ”
ด้านหลังเวที
หลุยชางซี่ที่กำลังยืนอยู่ที่ทางเดินเองก็ถึงกับนัยน์ตาหดเล็กลงเมื่อได้ยินคำพูดของถังซิ่ว หัวใจของเขาเต้นระรัวพร้อมกับถามออกมาด้วยท่าทางเคร่งเครียดว่า
“ถังซิ่ว ข้อมูลของเธอแน่ชัดหรือเปล่า ? แล้วตำแหน่งของระเบิดล่ะ ? ”
ถังซิ่วได้พูดออกมาว่า
“ข่าวไม่น่าจะผิดได้แน่นอนทว่าผมเองก็ไม่รู้ว่าระเบิดถูกวางเอาไว้ไตรงไหนของสนามบิน ”
หลุยชางซี่เองก็ได้พูดออกมาว่า
“ฉันจะติดต่อไปที่สนามบินโดยทันทีแล้วให้พวกเขาจัดการหาระเบิดซะ ฉันจะส่งคนตามไปสมทบด้วย”
ถังซิ่วได้พูดออกมาว่า
“ผมคิดว่าต่อให้ส่งไปก็ไม่น่าจะทันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเราต้องรายงานไปทางสนามบินให้เร็วที่สุด ผมเองก็ได้ออกมาจากงานแล้วและอยู่ไม่ห่างจากสนามบินมากนัก คุณช่วยโทรไปประสานงานให้เปิดทางให้ผมด้วยแล้วกัน ”
หลุยชางซี่เองก็คิดถึงความสามารถของถังซิ่วก่อนที่จะพูดออกมาว่า
“ดี ดี ดี ฉันจะติดต่อพวกเขาทันที ขอช่วยด้วยแล้วกัน”
“อื่ม”
ถังซิ่วเองก็ได้วางสายพร้อมกับวิ่งออกไปข้างนอกทันที เขาได้พูดออกมากับซิงหลี่ว่า
“พวกเจ้ากลับไปที่เกาะจิงเหมินก่อนแล้วกัน กระจายกำลังกันไปและห้ามนั่งเครื่องบิน รถไฟหรือว่าอะไรก็ตามที่จะทำให้สถานะถูกเปิดเผยโดยเด็ดขาด ”
“ได้ครับ”
ซิงหลี่เองก็ได้หยุดเท้าลงพร้อมกับมองไปที่ถังซิ่ว เขาได้กลับเข้าไปที่ห้องก่อนที่จะแยกย้ายกันทันที
ในช่วงกลางคืน
ถังซิ่วได้พุงออกไปอย่างรวดเร็วราวกับผีสางก่อนที่จะไปถึงลานจอดรถชั้นใต้ดินภายในสองนาทีพร้อมกับขับออกไปทันที
ความสามารถในการขับขี่
ถังซิ่วมีสูงกว่าคนธรรมดามากและมันรวมไปถึงการตอบสนองทางสายตาด้วย ดังนั้นความเร็วที่เขาใช้จึงรวดเร็วเป็นอย่างมาก เขาขับรถ Land Rover ด้วยความเร็ว200กิโลเมตรต่อชั่วโมงและฝ่าทุกไฟแดง
เขารู้ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีเวลามากนักซึ่งเขาย่นเวลาจากหนึ่งชั่วโมงให้เหลือ20นาทีได้ เขาคิดแม้กระทั่งหากมีรถติดก็จะทิ้งรถตัวเองไว้พร้อมกับวิ่งไป แม้ว่าระดับพลังบ่มเพาะของเขาจะต่ำแต่หากว่าเขาใช้พลังทั้งหมดก็จะไม่ได้ด้อยไปกว่าความเร็วสูงสุดของรถเขาแม้แต่น้อย
ที่สนามบินเซี่ยงไฮ้
คนที่มีอำนาจสูงสุดคือผู้จัดการชูเซียนหลงที่เพิ่งมาถึงจากเมืองหลวงเมื่อไม่นานมานี้ทว่าข้างๆของเขาเองก็มีพนักงานระดับสูงของสนามบินที่เพิ่งออกมาจากห้องเครื่องเช่นกัน
“อื่มมม ? ”
ชูเซียงหลงเองก็ได้เดินลงมาจากบันไดพร้อมกับมองไปที่ผู้มีอำนาจทั้งหลายรวมไปถึงหน่วยรักษาความปลอดภัยมากมายที่ยืนอยู่ห่างออกไปร้อยเมตร
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น ? ”
ชูเซียนหลงเองก็ได้หันหน้ากลับไปถามชายทั้งสองที่อยู่ด้านหลังเขา
“ไม่รู้เหมือนกัน”
พวกเขาทั้งสองคนเองก็ได้แต่ส่ายหัวพร้อมกับแสดงใบหน้าที่สับสนออกมา
ไม่นานหลังจากนั้น หลังจากที่หน่วยรักษาความปลอดภัยได้เดินมาหาพวกเขานั้น คนๆหนึ่งที่เต็มไปด้วยเหงื่อเองก็ได้พูดออกมาว่า
“หัวหน้าชู เกิดอุบัติเหตุขึ้นครับ ”
คิ้วของชูเซียนหลงเองก็ได้ขมวดเข้าหากันก่อนที่จะถามออกมาว่า
“อุบัติเหตุอะไรงั้นหรอ ? ”
“เมื่อกี้เราเพิ่งได้รับรายงานมาจากองกรรักษาความสงบว่า ที่สนามบินของเรามีระเบิดเวลาถูกติดตั้งเอาไว้ เรารู้ว่าคุณกำลังกลับมาที่นี่จึงได้ให้เบอร์คุณไปกับเขาแล้วจะได้รู้เรื่องราวต่างๆหลังจากโทรไป ”
ผู้ที่รับผิดชอบเองก็ได้พูดออกมา
ท่าทางของชูเซียนหลงเองก็ได้เปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวงก่อนที่เขาจะโทรออกไปยังเบอร์ที่ได้มาจากผู้รับผิดชอบ หลังจากที่ฝ่ายตรงข้ามรับสายแล้วเขาก็ได้พูดว่า
“สวัสดี ผมชูเซียนหลง คุณเป็นใคร ? ”
“ฉันหลุยชางซี่.......”
หลังจากผ่านไป30วินาที
ใบหน้าของชูเซียนหลงเองก็เปลี่ยนเป็นหวาดผวา เขาได้วางสายพร้อมกับตะโกนออกมาอย่างดังว่า
“รีบๆปิดทางเข้าออกทั้งหมดพร้อมกับระบายผู้โดยสารทั้งหมดออกไปจากที่นี่ ตำรวจชุดเก็บกู้ระเบิดกำลังจะมาตรวจที่นี่ยิ่งไปกว่านั้นก็รายงานไปให้ทุกคนรู้ด้วยว่าหากมีคนที่ชื่อถังซิ่วมาที่นี่ก็ห้ามขวางทางเขาเด็ดขาด ปล่อยให้เขาเข้ามาและทำตามทุกอย่างที่เขาต้องการซะ ”
“หัวหน้าชู ผมจะไปจัดการทันที ”
“อื่ม รีบๆจัดการซะ หากว่าเราไม่สามารถกู้ระเบิดได้มันก็จะเกิดความเสียหายอย่างมากดังนั้นพวกนายต้องไปจัดการให้เร็วที่สุด ”
“ได้ครับ”
ณ ตอนนี้
เครื่องบินที่เพิ่งลงจอดจากเมืองหลวงเองก็ได้มาถึงเซี่ยงไฮ้แล้ว หลังจากที่ได้ลดความเร็วลงก็ได้ตรงไปที่ลานจอดเครื่องบินโดยทันที หลังจากนั้นไม่นานเจ้าเฒ่าอ้วนหลี่เองก็ได้แบกพุงย้วยๆของเขาลงมาพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน เขาได้เดินลงมาจากเครื่องพร้อมกับผู้คุ้มกันสี่คนและเลขาฯที่รูปร่างผอมบางและดูดี
“บอสครับ สัญญาณเตือนภัย”
ชายรูปร่างกำยำเองก็ได้มองไปรอบๆพร้อมกับพูดออกมา
หลี่เหลาฉานเองก็ได้พยักหน้าพร้อมกับพูดว่า
“ไปถามมาสิว่าเกิดอะไรขึ้น ”
“ได้ครับ”
ผู้คุ้มกันคนนั้นเองก็ได้พูดออกมาอย่างเคารพ
ณ ตอนนี้เองที่มีเสียงประกาศมาจากสนามบินว่า
“ผู้โดยสารทุกท่าน ตอนนี้เส้นทางทั้งหมดได้ถูกยกเลิกหมดแล้วเนื่องจากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้นที่นี่ ต้องขอให้ผู้โดยสารทุกท่านออกไปจากตัวอาคารโดยทันที.........”
เหตุฉุกเฉิน ?
ท่าทางของหลี่เหลาฉษนเองก็เปลี่ยนไปเพราะเขารู้ดีว่ามันหมายความว่าอย่างไร เขาเองก็ได้เคยพบกับเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ้างและมันต้องเกี่ยวข้องกับระเบิดอย่างแน่นอน
“ดูเหมือนว่าจะเกิดเรื่องขึ้นที่นี่นะ ”
หลี่เหลาฉานเองก็ได้พึมพำออกมาก่อนที่จะตะโกนออกมาว่า
“รีบๆออกจากที่นี่ทางช่องทางแขกผู้ทรงเกียรติให้เร็วที่สุด ”
ห่างจากสนามบินไปไม่กี่กิโลเมตร ถังซิ่วในตอนนี้ได้มีท่าทางที่น่าเกลียดเป็นอย่างมากเพราะเหตุการณ์ที่เขากำลังกังวลไว้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ตอนนี้รถติดเป็นอย่างมาก
ติดไปตลอดทาง
รถของเขาแทบขยับไม่ได้แถมยังถูกขวางทางไว้โดยด่านตำรวจ หลังจากที่เขาได้โทรไปหาหลุยชางซี่แล้วก็ได้ให้ตำรวจพวกนั้นแยกย้ายไปทันที
“ดูเหมือนว่าคงต้องทิ้งรถไว้นี่แล้วสิ ”
หลังจากที่ได้เห็นสถานการณ์ตรงหน้าแล้วถังซิ่วก็ได้แต่ตัดสินใจเช่นนี้ เขาได้วิ่งออกไปทางข้างทางทันที
เขาอาศัยความมืดของตอนกลางคืน
ถังซิ่วได้วิ่งออกไปเหมือนกับอสูรแห่งความมืด ความเร็วของเขานั้นสูงมากและต่อให้มีคนจ้องมองมาที่เขาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมองทัน เขาทิ้งไว้เพียงภาพติดตาเท่านั้น
“ยังเหลืออีกประมาณ10กิโลเมตรกว่าจะถึงสนามบิน ตอนนี้เองก็ผ่านไป20นาทีแล้วด้วย”
ถังซิ่วกำลังภาวนาให้เวลาของระเบิดเลื่อนออกไป เขาชื่อว่าตราบใดที่เขาไปถึงสนามบินได้มันพร้อมกับปล่อยจิตสัมผัสออกมาก็จะสามารถหาตำแหน่งระเบิดได้ทั้งหมด
หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที
เมื่อเขาอยู่ห่างจากตัวสนามบินประมาณ2กิโลเมตรนั้น เขาเองก็พบว่ารถเองก็เริ่มทยอยออกจากที่นี่กันหมดแล้ว
“ดูเหมือนว่าทางนั้นจะมีการป้องกันนะ ”
ถังซิ่วเองก็หลบเลี่ยงถนนพร้อมกับเพิ่มความเร็วของเขาให้มากขึ้น หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ไปปรากฏตัวอยู่ที่หน้าทางเข้า
“สนามบินได้ถูกปิดแล้ว ห้ามใครเข้าโดยเด็ดขาด ”
ตำรวจหลายนายเองก็ได้มองไปที่ถังซิ่วพร้อมกับคนๆหนึ่งที่ตะโกนออกมา
ถังซิ่วได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดออกมาว่า
“ฉันชื่อถังซิ่วและฉันต้องเข้าไปในนั้น ”
ถังซิ่ว ?
หลังจากนั้น ตำรวจทั้งหมดก็ได้มองไปที่ถังซิ่วก่อนที่จะพูดออกมาอย่างรวดเร็วว่า
“คุณคือคุณถัง ? เราได้รับการแจ้งเตือนไว้แล้ว คุณสามารถเข้าไปได้เลย.............”
ถังซิ่วไม่รอให้เขาพูดแม้แต่น้อยทว่ากลับพุ่งเข้าไปทันที
ขณะนั้นเอง
จิตสัมผัสของเขาก็ได้แผดขยายออกไปกว่า2-3ร้อยเมตร หลังจากที่เขาได้มาถึงโถงหลักของสนามบินแล้วก็ทำให้ท่าทางของเขาเปลี่ยนไปทันที
“ระเบิดสามลูกยังมีเวลาเหลือแค่3นาที15วิเท่านั้น”
หลังซิ่วเองก็ได้มองไปที่ตำรวจรอบๆพร้อมกับตะโกนออกมาอย่างดังว่า
“ในถังขยะนั่นมีระเบิด รีบๆเก็บกู้มันไปเร็วๆ ในตู้ดับเพลิงนั่นด้วย เห็นข้างๆต้นบอนไซนั่นไหม ในนั้นก็มีระเบิด จะยืนนิ่งกันอยู่ทำไม ! รีบๆเอามันไปเร็วๆ ยังเหลือเวลาอีกแค่สามนาทีเท่านั้น ”
ทันใดนั้นเอง
หลังจากนั้นไม่นานพวกตำรวจเองก็ได้รีบสิ่งไปตรวจที่ที่ถังซิ่วได้ระบุเอาไว้ พวกเขาพบกับกล่องสีดำสามกล่องและหลังจากที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดมาตรวจสอบแล้วก็พบว่ามันเป็นระเบิดเวลาที่ทำขึ้นเอง

ตอนที่ 469

.......................................................................................................................................................................................
เย่หยูหลิงเองก็ได้จ้องมองไปที่บั่นจุยอย่างช้าๆก่อนที่จะพยักหน้าแล้วพูดว่า
“ที่แท้นายเป็นคนที่ได้รับบทเรียนจากโม่อาเหวินนี่เอง อ่อใช่ นายไม่น่าจะรู้จักโม่อาเหวินแต่น่าจะรู้จักเชียงซือเซี่ยนใช่ไหม ? โม่อาเหวินคือเชียงซือเซี่ยน”
เชียงซือเซี่ยน ?
บั่นจุยเองก็ได้แสดงหน้าตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง เขาได้กำหมัดแน่นก่อนที่จะพูดว่า
“ต่อให้ฉันกลายเป็นวิญญาณร้ายไปก็ไม่มีทางที่จะจำเชียงซือเซี่ยนไม่ได้หรอก หากว่ามันไม่ใช่เพราะมัน ฉันก็คงจะไม่ถูกจับโดยหน่วยข่าวกรองจากอังกฤษแล้วถูกบังคับให้ทำงานให้พวกมันแล้วก็จะไม่ต้องรู้จักกับไอ้เวรฉีเบี่ยวนั่นและเข้าร่วมองกรนี่หรอก ชีวิตฉันเองก็จะไม่มาจบอยู่ตรงนี้แน่นอน ”
เย่หยูหลิงเองก็ได้ล้อออกมาว่า
“ดูเหมือนว่าแกจะเป็นคนที่ทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองอังกฤษสินะ แกสมควรที่จะตายแล้วล่ะ”
“เปรี้ยงงง.........”
กระสุนได้พุ่งออกไปแต่เป้าสังหารไม่ใช่บั่นจุยทว่ากลับเป็นชายแก่คนนั้น
เย่หยูหลิงได้มองไปที่บั่นจุยที่กำลังสั่นเทาพร้อมกับพูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า
“จริงๆแล้วแกสามารถรักษาชีวิตของตัวเองได้นะ อย่างไรก็ตาม แกจะยินยอมถวายชีวิตให้กับบอสของเราไหม? ”
บั่นจุยเองก็ได้ขมวดคิ้วพร้อมกับถามออกมาว่า
“บอสของเธอเป็นใคร ? ”
เย่หยูหลิงเองก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า
“เราเป็นคนของห้องอาหารร้อยงานฉลองและบอสของเราเป็นใครนั้นก็ไม่ต้องสนใจ สิ่งที่แกควรจะจำไว้คือหากว่าแกเลือกที่จะเข้าร่วมกับห้องอาหารของเราแล้ว ชีวิตของแกหลังจากนี้ก็จะเป็นของบอสเราทว่าแกก็สามารถที่จะปฏิเสธซึ่งผลลัพธ์ของการกระทำนั้นก็จะทำให้แกต้องถูกทรมานแบบไม่จบไม่สิ้นอยู่ในนรกที่ทารุณ แน่นอนว่าต่อให้แกเลือกที่จะเข้าร่วมกับเราแล้วก็ยังต้องเจ็บปวดเหมือนตกนรกเช่นกัน ”
“ฉันตกลง”
บั่นจุยเองก็คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะตอบกลับไป
เย่หยูหลิงเองก็ได้พยักหน้าอย่างพึงพอใจก่อนที่จะพูดว่า
“เอาล่ะ ยินดีต้อนรับ เรื่องของทางหน่วยข่าวกรองอังกฤษนั้นเป็นอะไรที่จัดการได้สบายๆอยู่แล้ว เราเองก็แค่ต้องการรูปภาพศพของนายซึ่งหลังจากที่มันถูกส่งไปให้ทางอังกฤษแล้ว ข้อมูลของนายทั้งหมดก็จะถูกลบออก”
หลังจากนั้นเอง
เย่หยูหลิงก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าบั่นจุยก่อนที่จะฟันไปที่หน้าอกของเขาซึ่งส่งผลให้เลือดพุ่งออกมา
บั่นจุยเองก็ไม่ได้โห่ร้องออกมาแม้แต่น้อย หลังจากที่พบกับการโจมตีแบบไม่ตั้งตัวนี้แล้วเขาเองก็ไม่ได้ขยับไปไหน ใบหน้าของเขาแสดงความรู้สึกเจ็บปวดก่อนที่จะถูกทำให้หมดสติ
“ถ่ายรูปเขาแล้วนำเขาไป ”
ชายวัยกลางคนที่กำลังใส่แว่นมองกลางคืนเองก็ได้พูดออกมาอย่างเย็นยะเยือกว่า
“เย่หยูหลง เธอไม่ทำตามคำสั่งนะ บอสสั่งให้เราฆ่าและจับตัวพวกมันมาแต่ไม่ได้บอกให้เอามาเป็นพวกเดียวกัน”
เย่หยูหลงเองก็ได้พูดออกมาว่า
“แม้ว่าห้องอาหารของเราจะมีผู้เชี่ยวชาญที่เป็นแกนหลักอยู่เป็นร้อยซึ่งแต่ก่อนเองตอนที่บอสได้ก่อตั้งที่นี่ขึ้นมา เธอก็ได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่าตราบใดที่มีความสามารถก็ให้เอามาเข้าพวกเดียวกับเรา บั่นจุยนั้นเป็นแฮกเกอร์ที่มีชื่อเสียงอย่างมากซึ่งตอนนี้เป็นยุคที่ขับเคลื่อนไปด้วยข้อมูล ก่อนหน้านี้ห้องอาหารของเราก็มีโม่อาเหวินเป็นคนจัดการเรื่องนี้แต่น่าเสียดายที่เขาถูกบอสย้ายให้ไปทำอย่างอื่น ตอนนี้เราขาดผู้เชี่ยวชาญด้านนี้มากๆ อีกเรื่องคือฉันยังไม่ได้บอกว่าจะเอาเขามาเป็นพวก ทั้งหมดมันอยู่ที่การตัดสินใจของบอส”
ชายวัยกลางคนเองก็ได้เงียบไปก่อนที่จะพูดว่า
“งั้นเอามันไปก่อนแล้วกัน ”
สองทุ่ม
คอนเสิร์ตได้เริ่มขึ้น
แฟนคลับมากกว่าสี่หมื่นคนเองก็ได้มาที่นี่เพราะซางซินหยา พวกเขาได้โห่ร้องเสียงเชียร์ออกมาอย่างดัง เสียงเพลงและเสียงร้องเองก็ได้ถูกส่งผ่านมาจากกลุ่มคนที่กำลังเต้นอยู่
นั่นมัน......
เป็นเสียงของซางซินหยา
ตรงที่นั่ง โซนA1 ฮูชิงซ่ง เซ่าเหลียงและคนอื่นๆเองก็กำลังตะโกนชื่อซางซินหยาส่วนมู่หวางหยิงเองก็ยืนยิ้มอยู่กับที่ ทว่าคนที่มีท่าทางผิดปกติที่สุดคือเยวี่ยไค
ณ ตอนนี้เยวี่ยไคเองก็ได้มองไปรอบๆเพราะเขากำลังหาตัวถังซิ่ว
“เยวี่ยไค นายกำลังหาอะไรงั้นหรอ ? นางฟ้า อ๊า นี่นายยังมีเวลาว่างไปหันมองคนอื่นอีกงั้นหรอ ? ”
เซ่าเหลียงเองก็ได้สะกิดไหล่ของเยวี่ยไคทันที
เยวี่ยไคก็ได้สติกลับมาก่อนที่จะพูดว่า
“ฉันกำลังหาตัวลูกพี่ถัง ฉันว่ามันถึงเวลาที่เขาต้องมาที่นี่แล้วนะ ”
เซ่าเหลียงเองก็ได้ชะงักไปพร้อมกับมองไปรอบๆและไม่พบกับถังซิ่ว ทันใดนั้นเองเขาก็พูดออกมาอย่างดังว่า
“บางทีเขาอาจจะมีเรื่องที่ต้องจัดการก็ได้ อย่างไรก็ตาม ฉันคิดว่าเดี๋ยวเขาก็มาแหละ ”
เยวี่ยไคเองก็เงียบไปพร้อมกับพยักหน้าแล้วพูดว่า
“หวังว่าเขาจะมาได้นะ ”
ด้านนอกสถานที่จัดงาน ถังซิ่วเองก็ได้หนีการติดตามจากผู้คุ้มกันทั้งสองของเขาได้อย่างสบายๆก่อนที่จะไปปรากฏตัวอยู่ที่อาคารร้างแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปกว่าหนึ่งกิโลเมตร
ณ ตอนนี้
ผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดจากห้องอาหารร้อยงานฉลองเองก็ได้กลับมารวมกันแล้ว ทว่าบนโซฟาเองก็มีบั่นจุยที่กำลังสลบอยู่
“เขาเป็นใคร ? ”
ถังซิ่วได้ถามออกมา
เย่หยูหลงเองก็ได้ก้าวออกมาพร้อมกับพูดอย่างเคารพว่า
“บอสค่ะ เขาชื่อว่าบั่นจุยและเป็นแฮกเกอร์อันดับสี่ของโลกซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับพวกหัวรุนแรงที่เราฆ่าไป ฉันได้ไว้ชีวิตเขาค่ะ ”
ถังซิ่วได้ถามออกมาว่า
“แล้วศพของพวกกลุ่มหัวรุนแรงล่ะ ? ”
เย่หยูหลงเองก็ได้พูดออกมาว่า
“พวกเราจัดการทำลายมันด้วยน้ำยากำจัดศพแล้วค่ะ ”
น้ำยากำจัดศพ ?
ถังซิ่วเองกู้รู้ดีว่าน้ำยานี้คืออะไร น่าจะเป็นกู่หยานเอ๋อหรือไม่ก็จี่ฉีเหม่ยที่เอาให้กับพวกเขา หลังจากที่เขาพยักหน้าแล้วก็ได้พูดออกมาว่า
“ข้าต้องการจะรู้เหตุผลที่ไว้ชีวิตเขา”
เย่หยูหลงเองก็ได้พูดออกมาว่า
“บอสค่ะ ตอนที่บอสใหญ่รับพวกเราไปเลี้ยงก็ได้มองเอาไว้ว่า ‘ให้เก็บคนที่มีความสามารถเอาไว้’ ตอนนี้คนของเราเองก็มีประมาณ500คนซึ่งแกนหลักของเราเองมีแค่100คนส่วนพนักงานระดับธรรมดาที่เหลือนั้นก็ไม่มีคนที่มีความสามารถด้านเครือข่ายเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นฉันจึงได้ไว้ชีวิตเขาและรอให้บอสเป็นคนตัดสินใจ”
ถังซิ่วได้ขมวดคิ้วพร้อมกับถามออกมาว่า
“ห้องอาหารของเราไม่มีคนที่เก่งเรื่องคอมงั้นหรอ ? ”
เย่หยูหลงเองก็ได้พูดว่า
“มีค่ะ โม่อาเหวินนั้นเป็นแฮกเกอร์อันดับสองของโลกทว่าเขาเองก็ได้ถูกคุณย้ายตำแหน่งแล้วจึงทำให้เราขาดคนแบบนี้ ”
ถังซิ่วเองก็ได้พูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า
“โม่อาเหวินเขามีความสามารถขนาดนั้นเลยงั้นหรอ ? ”
“ค่ะ ”
เย่หยูหลงเองก็ได้ตอบกลับไป
ถังซิ่วได้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะถามว่า
“ข้าต้องการจะรู้วิธีที่เจ้าจะทำให้เขาเป็นคนของเรา การที่เอาคนอันตรายอย่างเขามาเข้าร่วมกับเรานั้นจะส่งผลเสียไม่ใช่แค่กับพวกเราเท่านั้นแต่รวมไปถึงหมู่คนธรรมดาด้วย”
เย่หยูหลงเองก็ได้พูดออกมาว่า
“บอสค่ะ ก่อนหน้านี้พวกเราเองก็เป็นคนที่ทำเรื่องชั่วช้ามามากมายซึ่งหลังจากที่เราผ่านการฝึกแล้วก็จะภักดีต่อห้องอาหารของเราเท่านั้น ท้ายที่สุดผู้อาวุโสจี่เองก็จะลงมือจัดการเปลี่ยนความคิดของคนเหล่านี้ด้วยตัวเอง”
ถังซิ่วเองก็ได้พยักหน้าก่อนที่จะพูดว่า
“ในเมื่อเจ้ามีวิธีที่จะจัดการเขาได้งั้นก็ปล่อยเป็นหน้าที่ของเจ้าแล้วกันนะ ยิ่งไปกว่านั้นเค้นข้อมูลจากเขามาด้วย ข้าต้องการรู้แผนการทั้งหมดและคนที่หลุดรอดเงื้อมมือเราไป ”
ซิงหลี่เองก็ได้พูดออกมาอย่างจริงจังว่า
“บอสครับ ผมขอเวลาแค่30นาทีเท่านั้นแล้วหลังจากนั้น คุณจะได้คำตอบที่ต้องการ”
ถังซิ่วเองก็ได้ตอบกลับไปว่า
“ก็ดี ข้าจะรอ”
ซิงหลี่ได้พยักหน้าพร้อมกับลากบั่นจุยที่นอนเหมือนหมาตายเข้าไปในห้อง
ถังซิ่วเองก็ได้เดินไปหยุดอยู่ที่ริมหน้าต่างก่อนที่จะมองไปทางตำรวจที่ดูเหมือนกำลังเดินเล่น เขาพูดออกมาว่า
“เอาล่ะ งานของพวกเจ้าก็ได้จบลงแล้วและรอให้ซิงหลี่สอบสวนเสร็จก่อน หากว่าไม่มีอันตรายอะไรแล้วพวกเจ้าก็สามารถกลับไปประจำการที่เกาะจิงเหมินได้ทันที ”
“ได้ครับ/ค่ะ”
พวกเขาได้ตอบเป็นเสียงเดียวกัน
หลังจากผ่านไปหลายนาที
ซิงหลี่เองก็ได้เอาใบรายชื่อมาให้ถังซิ่วพร้อมกับพูดว่า
“บอสครับ จากรายชื่อทั้งหมดที่ได้มาแล้วก็สรุปได้ว่ายังมีอยู่สองคนที่เรายังไม่ได้ตัวมาคือฉีเบี่ยวและอาหลี่”
ถังซิ่วเองก็ได้มองไปทางโรงแรมชางกิล่าซึ่งมีชีเบี่ยวและเด็กหญิงวัย17-18อยู่ในนั้น เด็กคนนั้นน่าจะเป็นอาหลี่
“แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ไหน ? ”
ถังซิ่วได้ถามออกมา
ซิงหลี่ได้ตอบกลับไปว่า
“บั่นจุยเองก็ได้ตอบกลับมาว่าเขาไม่รู้ว่าฉีเบี่ยวและอาหลี่อยู่ไหนเพราะว่าคนที่รู้นั้นมีแต่ไอ้แก่ที่เราฆ่าไปเท่านั้น อย่างไรก็ตามเขาบอกว่าสามารถใช้เครือข่ายของเขาหาได้จากอุปกรณ์สื่อสารของฉีเบี่ยวแล้วก็จะได้ตำแหน่งของพวกเขาทันที ”
ถังซิ่วได้พูดออกมาว่า
“เอาคอมให้เขาแล้วปล่อยให้เขาดูหน่อย ”
ไม่นาน
บั่นจุยเองก็ได้ถูกนำตัวมาที่ห้องนี้พร้อมกับนั่งอยู่ตรงหน้าถังซิ่ว
“หากว่านายสามารถหาฉีเบี่ยวได้ ฉันก็จะให้นายมีชีวิตรอดต่อไปทว่านายจะต้องรับใช้ฉันคนเดียวเท่านั้น ”
บั่นจุยเองก็ได้พูดออกมาด้วยความประหลาดใจว่า
“คุณคือบอสที่พวกเขาพูดถึงงั้นหรอ ? ”
ถังซิ่วได้พูดออกมาว่า
“ใช่แล้ว ฉันเอง ”
บั่นจุยได้สำรวจถังซิ่วพร้อมกับท่าทางจริงจังของเขาก่อนที่จะพูดว่า
“ขอเวลาสามนาที ”
หลังจากนั้นเอง
เขาก็ได้นั่นอยู่ตรงหน้าคอมพิวเตอร์พร้อมทั้งเริ่มเคาะแป้นพิมพ์ทันที
“เจอแล้ว”
บั่นจุยเองก็ได้แสดงใบหน้าที่มีความสุขออกมา เขาไม่ได้มีความรู้สึกอะไรที่ได้หักหลังพวกของเขาแม้แต่น้อยทว่ากลับตื่นเต้นเพราะว่าเขาเองก็คิดว่าฉีเบี่ยวเองก็ขวางหูขวางตาเขามานาน หากว่าสามารถฆ่ามันได้ก็จะเป็นสิ่งที่ดีมากๆ
ถังซิ่วได้ถามออกมาว่า
“แล้วพวกเขาอยู่ที่ไหน ? ”
บั่นจุยได้พูดออกมาว่า
“ห่างจากจุดที่เราอยู่ไปทางทิศตะวันออก 1.6กิโลเมตร ใกล้ๆกับสถานที่จัดงาน ”
ถังซิ่วได้พูดออกมาว่า
“ทำได้ดีมาก ”
หลังจากที่พูดจบแล้ว
เขาเองก็ได้ส่งซิงหลี่และคนอื่นๆไปทันที ทว่าตอนที่เขากำลังจะเดินออกจากห้องไปนั้น
บั่นจุยก็ได้มองไปที่ถังซิ่วพร้อมกับพูดว่า
“บอสครับ ผมสามารถให้ข้อมูลคุณได้นะ”
ถังซิ่วได้หยุดเท้าลงพร้อมกับหันกลับมาถามว่า
“ข้อมูลอะไรงั้นหรอ? ”
บั่นจุยได้พูดออกมาว่า
“ที่สนามบินนั้นก็ได้มีระเบิดถูกติดตั้งเอาไว้ มันมีอยู่ทั้งหมดแปดจุดซึ่งใกล้จะถึงเวลาที่จะระเบิดแล้ว ผมเองก็คำนวณไว้ว่ายังเหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น”

ตอนที่ 468

.......................................................................................................................................................................................
เหลาหลางเองก็ยังคงนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่เดิมพร้อมกับส่องกล่องส่องทางไกลซึ่งกำลังมองไปที่ประตูทางทิศตะวันออกแล้วทิศใต้
ณ ตอนนี้
ชายวัยกลางคนซึ่งหน้าตาธรรมดาๆเองก็ได้แบกกล่องสีดำกล่องหนึ่งพร้อมกับหยิบเอาเครื่องมือและคอมพิวเตอร์ออกมา
“บั่นจุย นายมาสายนะ ”
ชายแก่เองก็ได้หันหน้าไปหาพวกเขาพร้อมกับพูดออกมาอย่างเย็นชา
ชายที่กำลังยกคอมพิวเตอร์เองก็ได้พูดออกมาโดยไม่ได้หันหน้ามองด้วยซ้ำว่า
“ฉันมาที่นี่ได้ก็ดีแล้ว ในที่สุดก็สามารถหาคนที่ไปอยู่เป็นเพื่อนของแม่ฉันได้แล้ว ”
ชายแก่เองก็ได้พูดออกมาอย่างเคร่งขรึมพร้อมกับเย็นยะเยือกว่า
“บั่นจุย มีแค่เพียงนายตายเท่านั้นถึงจะได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุขหลังจากที่เข้าร่วมกับเราแล้ว ฉันเองก็ได้ให้สวัสดิการนายอย่างดีดังนั้นอย่าได้ทำให้ฉันผิดหวังเด็ดขาด ”
บั่นจุยเองก็ไม่ได้พูดอะไรต่อไป เขาเองก็ได้กดไปที่แป้นพิมพ์พร้อมกับตัวอักษรภาษาอังกฤษมากมายที่ปรากฏขึ้น ภาพเหล่านี้แสดงให้เห็นพื้นที่ต่างๆรอบงานคอนเสิร์ต
“เสี่ยวจิ่วเองก็ได้ติดต่อฉันมาเมื่อชั่วโมงที่แล้ว ว่าระเบิดที่วางเอาไว้พร้อมกับหมุดที่มีเชื้อเอดส์นั้นได้ถูกค้นพบโดยเหล่าตำรวจแล้ว ก่อนหน้านี้ฉันเองก็ได้ติดต่อกับเขาแล้วและพบว่ามันติดต่อไม่ได้ ฉันคิดว่าน่าจะเกิดเรื่องกับเขาแล้ว ”
บั่นจุยเองก็ได้พูดออกมาขณะที่กำลังพิมพ์แป้นพิมพ์ของเขา
ชายแก่เองก็ได้มีท่าทางเปลี่ยนไป เขาที่ต้องการจะพูดอะไรบางอย่างเองก็ถึงกับตัวสั่นเทาทันที
“เวรเอ้ย เกิดเรื่องขึ้นกับเบ่าหยาแล้ว ผู้หญิงสองคนนั้น.....ไม่ใช่ เกิดเรื่องขึ้นกับตูซี่ด้วย ผู้หญิงพวกนั้นเป็นใครกัน ? พวกเขารู้ได้ไง........”
ทันใดนั้นเอง เหลาหลางเองก็ได้ส่องกล้องของเขาพร้อมกับมองไปทางทิศตะวันออกและทิศใต้ หลังจากนั้นเขาก็พบว่าเพื่อนของเขาสองคนเองก็ได้ถูกหามออกจากฝูงชนไปโดยหญิงสองคน
“เป็นเขาไปได้อย่างไรกัน ? ”
เหลาหลางนั้นไม่ได้กลัวความตายแม้แต่น้อยเพราะตราบใดที่สามารถลากคนไปตายกับเขาได้ถึงพันคนนั้นก็คือว่าคุ้มค่าและมีเกียรติมากๆ
แต่
หลังจากที่เขาเห็นชายคนหนึ่งที่กำลังยืนสูบบุหรี่อยู่ที่สวนพร้อมกับมองไปที่เพื่อนๆของเขาแล้วก็ทำให้เขาถึงกับหวาดผวาทันที
คนเหล่านั้นเป็นปีศาจที่สลักอยู่ในใจของเขา
เขาได้รับประสบการณ์ที่เลวร้ายจากต่างประเทศมามากมายซึ่งคนธรรมดาไม่สามารถคาดเดาได้อย่างแน่นอน เขาไม่เคยกลัวความตายแม้แต่น้อยทว่าเขากลัวคนกลุ่มหนึ่งมากๆซึ่งชายที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้นเป็นคนที่เขากลัวเป็นอันดับหนึ่ง
ชายแก่เองก็ได้วางกล้องส่องทางไกลลงพร้อมกับท่าทางที่มืดมน เขาได้หันหน้าไปมองเหลาหลางที่กำลังตื่นตระหนัก เขารู้จักกับเหลาหลางมาหลายปีและเขาไม่เคยเห็นเหลาหลางทำท่าทางหวาดกลัวแบบนี้แม้แต่ครั้งเดียว
“เหลาหลาง มันเกิดอะไรขึ้น ? ”
เหลาหลางเองก็ได้วางกล้องส่องทางไกลลงพร้อมกับเก็บปืนแล้วพูดออกมาด้วยเสียงทุ้มต่ำว่า
“ยกเลิกภารกิจนี้ซะไม่เช่นนั้นเราต้องตายอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้นคือเราจะตายโดยเสียเปล่า”
ชายแก่เองก็ได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดว่า
“ขอเหตุผลหน่อย”
เหลาหลางเองก็ได้เงียบไปนานพร้อมกับพูดออกมาว่า
“ปีศาจ ปีศาจได้มาที่ประเทศนี้แล้ว”
บั่นจุยเองก็ได้ถามออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกว่า
“ปีศาจอะไร ? ”
เหลาหลางเองก็ได้พูดออกมาว่า
“บั่นจุย นายเป็นถึงแฮกเกอร์อันดับต้นๆของโลกและนายเองก็น่าจะเข้าร่วมปฏิบัติการ “Planet too”ด้วยใช่ไหม มันเป็นสงครามระหว่างแฮกเกอร์ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับปีศาจคนนั้น นายคิดว่าคนที่ได้ชื่อว่าปีศาจในโลกนี้มันมีอยู่กี่คนกัน ? ”
บั่นจุยเองก็ถึงกับมีท่าทางเปลี่ยนไปก่อนที่จะเก็บคอมของเขาเข้าไปในกล่องพร้อมกับถามออกมาว่า
“เหลาหลาง นายพูดถึงเขางั้นหรอ ? เขามาที่ประเทศจีน ? ”
เหลาหลางเองก็ได้ชี้ไปทางอาคารๆหนึ่งพร้อมกับพูดออกมาว่า
“หากว่าไม่เชื่อก็ลองดูเอาเองแล้วกัน แม้ว่าฉันจะไม่ได้พบเขามาหลายปีแต่ต่อให้เขากลายเป็นขี้เถ้าไป ฉันก็ยังจำเขาได้ นายไม่อยากรู้หรือว่าแผลเป็นที่หน้าอกของฉันนั้นใครเป็นคนทิ้งเอาไว้ ? เขาไงล่ะ เขาเป็นคนที่ฆ่าคนของเราไปกว่า14คนด้วยตัวคนเดียวและฉันเป็นคนๆเดียวที่รอดมาจากเหตุการณ์ครั้งนั้นและมันเป็นเพราะหัวใจของฉันนั้นสลับที่กับคนปกติจึงทำให้รอดตายมาได้ด้วยโชค”
บั่นจุยเองก็ได้หยิบกล้องส่องทางไกลพร้อมกับมองไปที่ร่างของชายคนหนึ่ง ทันใดนั้นเองที่ปากของเขาก็กระตุกก่อนที่จะพูดออกมาอย่างขมขื่นว่า
“ไม่คิดเลยว่าเขาจะมาปรากฏตัวที่นี่ หากฉันเดาไม่ผิด คนของเราก็ไม่น่าจะมีชีวิตรอดแล้ว”
ชายแก่เองก็ได้พูดออกมาว่า
“ไหนบอกฉันมาหน่อยสิว่าปีศาจมันเป็นใคร ? ”
เหลาหลางเองก็ได้พูดออกมาว่า
“เป็นมือสังหารอันดับหนึ่งในสี่ปีที่ผ่านมานี้ เขามีฉายาว่าปีศาจซึ่งเป็นผู้บัญชาการกลุ่มทหารรับจ้าง ราชทูตแห่งนรก คนของกลุ่มๆนั้นมีจำนวนน้อยมากซึ่งได้ยินมาว่าจำนวนสมาชิกนั้นมีไม่ถึง10คนด้วยซ้ำ ทว่ากลุ่มที่มีคนจำนวนเท่านั้นกลับขึ้นเป็นอันดับ3ของกลุ่มทหารที่แข็งแกร่งที่สุดของโลก ไม่ว่าจะเป็นอันดับ1หรือ2เองก็มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มนี้อย่างแน่นแฟ้น ”
ชายแก่เองก็ได้แสดงท่าทางที่ประหลาดใจออกมา เขาเองก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับกลุ่มมือสังหารนักแต่หลังจากที่เห็นท่าทางหวาดผวาของทั้งสองคนแล้วก็ทำให้เขารู้สึกไม่ต่างกัน
หลังจากนั้นไม่นาน
บั่นจุยเองก็ได้พึมพำออกมาว่า
“สถานะของเขาไม่น่าจะเปิดเผยต่อโลกภายนอกได้นี่นาแล้วเขากล้ามาที่นี่ได้อย่างไรกัน ? ”
เหลาหลางเองก็ได้ขมวดคิ้วพร้อมกับพูดออกมาว่า
“เอาล่ะ ฉันคิดว่าเขาน่าจะถูกรับสมัครมาโดยของประเทศจีนพร้อมกับทำงานเพื่อชาติ ถอนตัว ! ต่อให้เราแลกด้วยชีวิตก็จะไม่ส่งผลอะไรแม้แต่น้อย ”
บั่นจุยเองก็ได้พยักหน้าโดยทันที
“แป๊น แป๊น ........”
ชายแก่ที่กำลังมีท่าทางมืดมนเองก็ได้หยิบโทรศัพท์ออกมาดูข้อความ หลังจากที่เขาอ่านไปแล้วก็ถึงกับมีท่าทางเปลี่ยนไปอีกครั้งเพราะมันเป็นข้อความที่ฮ่วงหลานส่งมาว่า : หนีไปซะ
“หนีไป ?”
แม้ว่าชายแก่เองจะไม่ต้องการเป็นอย่างมากแต่หลังจากที่เห็นสัญญาณทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็ทำให้เขารู้ว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก ต่อให้พวกเขาใช้ทุกอย่างที่มีก็แทบทำอะไรไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
“เหลาหลาง ติดต่อคนอื่นๆแล้วบอกให้ถอนตัวโดยทันที”
เหลาหลางเองก็ได้พยักหน้าอยู่หลายครั้งก่อนที่จะโทรไปยังเบอร์ๆหนึ่ง หลังจากนั้นเองก็ทำให้คิ้วของเขาต้องขมวดเข้าหากัน
“อย่าบอกนะว่าเกิดเรื่องขึ้น ? ”
เหลาเหลางเองก็ได้วางสายพร้อมกับโทรไปยังเบอร์อื่นๆโดยทันที หลังจากที่เขาโทรไป5-6ครั้งก็มีคนรับสาย
“วิธีการของพวกแกก็งั้นๆแหละ รอไปก่อนนะ ความตายกำลังจะไปเยือนพวกแกแล้ว ”
เสียงที่เคร่งขรึมเองก็ได้ดังออกมาจากปลายสาย
ท่าทางของเหลาหลางเองก็เปลี่ยนไปพร้อมกับถามออกมาว่า
“แกเป็นใคร ?”
“ตู๊ดดดด ตู๊ดดดด......”
มันเป็นเสียงสัญญาณขาดหาย
ริมฝีปากของเหลาหลางเองก็กระตุกหลายทั้งก่อนที่จะเต็มไปด้วยความรู้สึกตกตะลึง เขาได้ซัดโทรศัพท์ของเขาก่อนที่จะพูดออกมาว่า
“คนอื่นๆเองก็น่าจะถูกเก็บหมดแล้ว เรารีบๆหนีกันให้ไวที่สุด ยิ่งไกลก็ยิ่งดี ”
“ฮิ ฮิ ........ ดูเหมือนว่าพวกแกจะไม่มีโอกาสได้หนีหรอกนะ ”
เสียงที่ไพเราะเองก็ได้ดังออกมาพร้อมกับคำพูดที่ไม่น่าฟัง ไม่นานหลังจากนั้นพวกเขาก็เห็นว่ามีปากกระบอกปืนกำลังเล็งมาทางพวกเขาพร้อมทั้งชายสวมสูทสองคนที่กำลังสวมแว่นมองกลางคืนได้เดินออกมา
“เปรี้ยง เปรี้ยง.....”
เหลาหลางและชายอีกคนเองก็ได้ถูกยิงเข้าที่กลางหน้าผากและตายลงทันที
ชายแก่และบั่นจุยเองก็ถึงกับชะงักไป
พวกเขาเห็นชายสองคนพร้อมกับหญิงอีกคนที่กำลังยืนอยู่ด้วยรอยยิ้ม ข้างหลังผู้หญิงคนนั้นก็ยังมีชายอีกหกคนที่กำลังสวมแว่นมองกลางคืนอยู่เช่นกัน
“พวกแกเป็นใคร ? ”
ชายแก่เองก็รู้ได้ทันทีว่าคนเหล่านี้ไม่ใช่คนของรัฐบาลอย่างแน่นอนเพราะพวกเขาคงไม่ฆ่าเหลาหลางโดยไม่แยแสขนาดนี้
หญิงที่กำลังยืนยิ้มอยู่เองก็ได้พูดออกมาด้วยรอยยิ้มว่า
“ฉันจะเป็นใครมันก็ไม่ใช่สิ่งที่พวกแกจะรู้หรอกนะแต่อย่างไรก็ตามพวกแกก็น่าจะเดาได้ว่าตัวเองกำลังจะตายแล้ว ฉันล่ะไม่เข้าใจจริงๆว่าทำไมบอสถึงต้องส่งพวกเรามาตั้งหลายคนเพื่อจัดการกุ้งหอยปูปลาแบบพวกแก ”
ณ ตอนนี้เอง
ดวงตาของบั่นจุยได้ถูกครอบงำด้วยความกลัว ร่างกายของเขาสั่นสะท้านพร้อมกับก้าวถอยหลังไปสองก้าวแล้วพูดว่า
“เย่หยูหลิง(อสูรราตรี) เธอคือเย่หยูหลิงของกลุ่มทหารรับจ้าง ราชทูตแห่งนรก ”
หญิงคนนั้นเองก็ได้มองไปที่บั่นจุยด้วยความรู้สึกประหลาดใจก่อนที่จะพูดออกมาว่า
“รู้จักฉันด้วยงั้นหรอ ? แปลกจริงๆแหะ ฉันจำได้ว่าคนที่รู้ถึงตัวตนของฉันเองก็น่าจะตายกันไปหมดแล้วนี่นา รู้จักฉันได้ไง ? ”
บั่นจุยเองก็ได้พยายามกลืนน้ำลายของเขาพร้อมกับพูดออกมาด้วยขาที่สั่นเทาพร้อมกับมองไปที่ชายแก่ว่า
“ก่อนหน้านี้ฉันได้แฮกเข้าไปในฐานข้อมูลของมอสและได้รู้เรื่องของเธอมา แม้ว่าข้อมูลของเธอจะมีน้อยมากแต่ฉันก็เคยเห็นรูปของเธอ ”
ใบหน้าที่ยิ้มแย้มของเย่หยูหลิงเองก็ได้หายไปพร้อมกับถูกแทนที่ด้วยจิตสังหาร เธอได้ชี้ปากกระบอกปืนไปที่บั่นจุยพร้อมกับพูดว่า
“ฉันได้ฆ่ามอสไปเมื่อสามปีที่แล้วแถมฉันเองก็ยังทำลายข้อมูลมันหมดแล้วด้วย แกเป็นใครกัน ? ”
บั่นจุยเองก็ได้ปิดตาของเขาลงช้าๆก่อนที่จะหันหน้าไปทางทิศเหนือแล้วคุกเข่าลงพร้อมโขกศีรษะสามครั้งแล้วพูดว่า
“แม่ครับ ลูกคนนี้ไม่สามารถนำคนไปอยู่กับท่านได้ ลูกคนนี้มันอกตัญญูเอง ต่อให้ไปเกิดอีกกี่ชาติก็ขอเป็นลูกแม่นะครับ ”
หลังจากที่พูดจบแล้ว
เขาเองก็ได้ยืนขึ้นพร้อมกับท่าทางหวาดกลัวเองก็ได้หายไปก่อนที่จะพูดออกมาอย่างเคร่งขรึมว่า
“ฉันชื่อว่าบั่นจุย เป็นแฮกเกอร์อันดับสี่ของโลก”
แฮกเกอร์ ?
ติดอันดับ ?
ที่สี่ ?